จากเสียงสะท้อนเรื่องค่าครองชีพในสังคมไทยไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึก แต่กำลังกลายเป็นข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างที่กระทบชีวิตคนทำงานอย่างเป็นระบบ หนึ่งในมุมมองที่ถูกพูดถึงมากขึ้น คือการมองปัญหาปากท้องผ่านกรอบคิดแบบนักบริหาร มากกว่าการมองแบบนโยบายแจกเงินระยะสั้น
ปรินต์ ทองปุสสะ ผู้สมัคร ส.ส. เขตสวนหลวง–ประเวศ (หนองบอน) พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 5 ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 20 ปีในธุรกิจ Modern Trade อธิบายว่าปัญหาของคนไทยวันนี้ คือ “Margin ชีวิต” กำลังติดลบ คล้ายงบกำไรขาดทุนของธุรกิจที่รายได้ไม่พอชดเชยต้นทุน
ต้นทุนในชีวิตประจำวันจำนวนมากเป็น Fixed Cost ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ค่าอาหาร หรือค่าพลังงาน ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของคนจำนวนมากกลับไม่ขยับตาม บางกลุ่มกลับมีรายได้ลดลงจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
เขามองว่า หากปล่อยให้ Margin ของประชาชนติดลบต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจชุมชน ร้านค้าในซอยและตลาดท้องถิ่นขาดกระแสเงินสดหมุนเวียน ทำให้กำลังซื้อหาย และเศรษฐกิจฐานรากอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “ของแพงเพราะระบบ” โดยเฉพาะบทบาทของตัวกลางและค่า GP (Gross Profit) ที่ผู้บริโภคไม่เห็น แต่ต้องจ่ายผ่านราคาสินค้า ระบบที่เอื้อให้ผู้เล่นรายใหญ่ได้เปรียบ ทำให้ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าสูงเกินความจำเป็น และตกอยู่กับประชาชนโดยตรง
ในมุมมองของเขา หน้าที่ของ ส.ส. ไม่ควรหยุดแค่การเยียวยาระยะสั้น แต่ต้องกล้าเข้าไปจัดการโครงสร้างต้นทุน เช่น ภาษี ค่าธรรมเนียม และกติกาทางเศรษฐกิจ เพื่อทำให้ Margin ของประชาชนกลับมาเป็นบวก พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
แนวคิดเช่นการยกเว้นภาษีเงินได้ 40,000 บาทแรก ถูกมองว่าเป็นการขยับ “จุดคุ้มทุนชีวิต” ให้คนทำงานเริ่มมีเงินเหลือเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอพึ่งสวัสดิการเพียงอย่างเดียว
มุมมองแบบนักบริหารเช่นนี้อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่สะท้อนว่าการแก้ปัญหาปากท้องในอนาคต อาจต้องเริ่มจากการทำให้งบชีวิตของประชาชน “กลับมามีกำไร” อย่างเป็นระบบ









